บีม กวี เคลียร์ดราม่า ให้บุตรสาวแฝดช่วยขายของตั้งแต่เกิด

ขึ้นแท่นคุณพ่อลูก4 ไปได้ครึ่งเดือนแล้ว สำหรับ “บีม กวี” หลังจากที่ “ออย อฏิภรณ์” ภรรยาคนสวย คลอดลูกสาวฝาแฝด “น้องเอวา-น้องอัญญา” เจอดราม่าไม่ได้พักอีกแล้ว สำหรับคุณพ่อ บีม กวี ตันจรารักษ์ ที่ที่ผ่านมาถูกคนวิจารณ์เรื่องที่พาลูกแฝดหญิง น้องอัยวา และ น้องอัญญา มาถ่ายภาพกับสินค้า ว่าน้องเพิ่งลืมตามองโลกไม่นาน ก็ต้องมาช่วยขายสินค้าซะแล้ว งานนี้ บีม กวี ก็ได้ออกมาอธิบายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมเผยถึงความรู้สึกเมื่อได้เห็นภาพน่ารักน่าเอ็นดูจากแฟนคลับของ บิ๊ก D2B ที่ยังคงเหนียวแน่น เปลี่ยนกันมาช่วยดูแลคุณพ่อและก็รวมทั้งคุณแม่อย่างไม่ขาดสาย ปัจจุบันเจ้าตัวก็ได้ออกมาอธิบายถึงประเด็นดังกล่าวข้างต้นเป็นที่เรียบร้อย

ถามถึงดราม่า ให้ลูกช่วยขายสินค้า?
“คือวันนั้นเราก็ถ่ายรูปลูกสาว ซึ่งลูกชายเราก็ถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกไว้อยู่แล้ว แม่เขาก็เห็นว่าน่ารักดี และคงมีคนเข้ามาดูเยอะ ก็เลยถ่ายรูปกับโปรดักส์ที่เป็นของที่บ้านเราทำสักหน่อยดีกว่า ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นดราม่า ผมว่าการที่ลูกจะช่วยพ่อแม่ขายของ มันก็ไม่น่าจะแปลกอะไร ถ้าผมเป็นลูก ผมก็ยินดีจะช่วยพ่อแม่ผม แต่ก็นานาจิตตังครับ ก็แล้วแต่”

ไม่ใช่เป็นสินค้า ของคนอื่น ?
“ไม่ๆ เป็นสินค้าของครอบครัวเราเอง เราก็ทำเพื่อความเจริญของครอบครัว จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนที่ใช้เงินกันไปกับอะไรที่มันแปลกประหลาดมากมาย ปวารณาตนว่าจากนี้ไป มีเงินมีทองก็จะเก็บไว้เพื่อดูแลคนที่บ้าน”

ครอบครัวบีม

ครอบครัวคุณ บีม มีภูมิคุ้มกันอะไรกับเรื่องแบบนี้ บ้างหรือเปล่า ?

“จริงๆ คือลูกเรายังเล็กอยู่ ไม่น่าจะรู้เรื่องอะไรหรอก แต่ความเป็นพ่อแม่ คือจะตอบยังไงดี ไม่รู้พูดแบบนี้ไปมันจะดราม่าไหม คือผมรู้ว่าการเป็นคนมีชื่อเสียงเป็นยังไง ผมก็เคยดังมากๆ มันเป็นแค่ช่วงหนึ่งในชีวิตแค่นั้นเองครับ การเป็นคนมีชื่อเสียงมันไม่ได้อยู่กับเราตลอดเลยอะ ผมดังจริงๆ ประมาณ 3-4 ปีเอง หลังจากนั้นเดินไปไหนไม่เห็นมีใครสนใจเลย (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าจากประสบการณ์ผมเอง ที่ผ่านมาผมไม่ได้เจอเรื่องไม่ดี ผมก็ใช้ประสบการณ์ที่เราผ่านมาเป็นตัวตัดสิน ผมไม่รู้จะตอบยังไง ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเจอมันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย”

เซ็งไหม เจอดราม่า เกือบจะรายวันเลย ?
“การเป็นคนที่คนสนใจมากขึ้น ก็จะมีเรื่องแบบนี้เข้ามาอยู่แล้วอยู่แล้ว มันไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ มันก็ต้องรับตรงนี้ไป แต่ผมคิดว่าผมจะดูแลลูกให้ดีที่สุดแหละ ผมว่าเด็กจริงๆ มันดังแค่ 3-4 ปี ลูก 7 ขวบคงยังไม่รู้เรื่องอะไรหรอก และหลังจากนั้นผมว่าหลายคนก็คงไม่ได้สนใจแล้ว แต่ตอนนี้ช่วยพ่อแม่นิดนึง ครอบครัวเราจะได้มีความเจริญรุ่งเรือง หนูจะได้สบายในอนาคต พ่อกับแม่จะคอยดูแลหนูเป็นอย่างดี ไม่ต้องกลัวนะครับ”

และยิ่งกว่านั้นบีม ยังเผยถึงเรื่องลักษณะการป่วยของพ่อของบิ๊ก รวมถึงเรื่องที่มีแฟนคลับมาช่วยดูแลว่าเป็นเรื่องที่ตน และก็แดนตื้นตันใจมากๆส่วนลักษณะการป่วยของคุณพ่อช่วงนี้ยังไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล และก็คาดว่าวันครบรอบที่บิ๊กจากไป 9 เดือนธันวาคมนี้ คุณพ่อบางครั้งอาจจะไปร่วมพิธีทำบุญกับแฟนคลับที่วัดหนามแดงเหมือนดังเดิมด้วย

ถามถึงภาพที่คุณพ่อของ บิ๊ก ป่วย และก็มีแฟนคลับเปลี่ยนกันไปช่วยดูแลไม่ห่าง ?

“จริงๆ เรื่องแฟนคลับดูแล ผมรู้สึกดีใจมาก มันซึ้งใจที่แฟนคลับยัวเหนียวแน่นกับครอบครัวของบิ๊กมากๆ นะครับ คอยดูแลตลอด เวลาผมไปทุกครั้ง ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่บิ๊ก บ้านอายุหลายปีแล้ว ค่อนข้างที่จะเก่า โทรม แต่ผมไปทุกครั้ง มักจะมีการเปลี่ยนแปลง จะมีสีที่ทาใหม่ เก็บใบไม้ มันไม่ดูเป็นบ้านเก่าเลย แล้วผมถามคุณพ่อ ว่าใครเป็นคนดูแล จัดการให้ พ่อก็บอกว่าแฟนคลับมาช่วยกัน คือของอะไรที่ง่ายๆ แบบนี้ เวลาเรามอง หรือผู้ใหญ่มอง เขารู้สึกชื่นใจครับ และมันเหมือนแรงใจให้เขาอยู่ต่อไป”

ที่คุณพ่อป่วยล่าสุดได้อัปเดตอาการท่านบ้างหรือเปล่า ?
“คุณพ่อมีอุบัติเหตุนิดหน่อย ผมไปเยี่ยมครับ ดีใจที่คุณพ่อหายแล้ว เมื่อวานยังคุยโทรศัพท์กันอยู่ว่าอาการดีไหม และก่อนออย (ภรรยา) จะไปคลอดน้อง ผมก็ไปดูที่บ้านด้วยตาตัวเองที่บ้านมาแล้ว คุณพ่อยังเดินเหินได้ปกติ ยังพูดคุยได้นานเหมือนกันวันนั้น”

ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษไหม ?
“ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่ต้องคอยดูแลธรรมาดานะครับ และที่ไปวันนั้นมีคนดูแลเหมือนกัน ผมก็ถามคุณพ่อว่าเราจะสามารถช่วยเหลือ ดูแลอะไรได้บ้าง เขาก็บอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วง ยังโอเค และเมื่อวานที่คุยกัน คุณพ่อก็บอกว่าดีขึ้นเยอะแล้ว ซึ่งทางไปบ้านผมก็คือทางไปบ้านบิ๊ก และถ้าได้ยินเรื่องอะไรที่น่าเป็นห่วง ก็จะไปหา แต่อาจจะไม่ได้ไปประจำ เพราะด้วยภาระหน้าที่ของเราทีมีเยอะมากจริงๆ ยังคุยกับแดนอยู่เลย แต่ถ้ามีโอกาส หรือมีอะไร เราก็จะไปหา”
“จริงๆ เลยเราเป็นห่วงเรื่องเงิน เรื่องอะไรแบบนี้ เราก็ถาม แต่พ่อเขาก็บอกว่ามีแหล่งรายได้ที่สามารถดูแลได้ เราก็โอเคสบายใจในส่วนนั้น แต่ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นมา ผมกับแดนก็พร้อมจะทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะจัดคอนเสิร์ตหรืออะไร ผมว่าทุกคนพร้อมจะช่วย แต่คุณพ่อยังไม่ได้ต้องการอะไรขนาดนั้น”

ประวัติบีม กวี ตันจรารักษ์
บีม กวี ตันจรารักษ์ นักร้องและนักแสดงชาวไทย เกิดวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 บีมเริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการรับงานถ่ายแบบและงานโฆษณา โดยขณะนั้นเขากำลังศึกษาอยู่ในชั้นมหาวิทยาลัยปีที่ 2 ต่อมาบีนได้เข้าฝึกเรียนร้องเพลงจากทางค่ายและได้เซ็นสัญญาเข้าเป็นศิลปินในสังกัด อาร์เอส โปรโมชั่นในปี พ.ศ. 2542 หลังเซ็นสัญญาบีมได้แสดงมิวสิควีดีโอเพลง เธอรักฉันรู้ ของศิลปิน โมเม นภัสสร บุรณศิริ ต่อมาบีนก็ได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกเรื่อง ๙ พระคุ้มครอง ต่อมาบีนก็ได้เปิดตัวในฐานะศิลปินวง D2B (ดีทูบี) ในปีพ.ศ. 2544 จากความสำเร็จของวง D2B ก็ทำให้บีมมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่รู้จัก จนในปีพ.ศ. 2546 บิ๊ก อภิเชษฐ์ กิตติกรเจริญ หนึ่งในสมาชิกวงได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้ภายหลังจึงได้ยุบวง D2B โดยภายหลังก็ได้มีบีมก็ได้มีการออกผลงานเพลงในนามนักร้องดูโอ Dan-Beam หลังจากนั้นก็ได้แยกตัวออกมาเป็นศิลปินเดียว

ในปีพ.ศ. 2553 บีมกวี ตันจรารักษ์ ได้หมดสัญญากับทางต้นสังกัด อาร์เอส โปรโมชั่น บีมได้ห่างนานไปจากวงการบันเทิงเป็นเวลาเกือบ 2 ปี เพื่อดูแลกิจการบริษัทด้านธุรกิจนำเที่ยว Trip Buster ที่เขาก่อตั้งขึ้นแต่ด้วยปัญหาภายในบริษัททำให้ปิดตัวลง ในปีพ.ศ. 2554 บีมได้กลับมามีผลงานในวงการบันเทิงอีกครั้งกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง ส.ค.ส. สวีทตี้ และซีรีส์ บำบัดรักบำรุงสุข (Love Therapy) โดยปัจจุบันบีมได้มีผลงานในวงการบันเทิงในฐานะนักแสดงอิสระ

ด้านครอบครัว
บีมกวี ตันจรารักษ์ เป็นบุตรชายคนโตของนายวีระศักดิ์ ตันจรารักษ์ กับนางเกตน์นิภา ตันจรารักษ์ โดยเขามีน้องอีกสามคนคือคุณโบ๊ต นาวี ตันจรารักษ์ , คุณเบียร์ พนา ตันจรารักษ์ และคุณบัว สโรชา ตันจรารักษ์ ปัจจุบันบีมแต่งงานกับคุณออย อฏิพรณ์ จิตต์ธรรมวงศ์ แล้วมีบุตรแฝดชายด้วยกัน 2 คน และแฝดหญิง 2 คน ปัจจุบันมีบุตร 4 คนแล้ว

ด้านการศึกษา
บีมกวี ตันจรารักษ์ จบการศึกษาระดับอนุบาลจากโรงเรียนอนุบาลธนสมบูรณ์วิทยา ระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จากโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน ระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต หลักสูตร MBA English Program จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้บีมยังเคยไปศึกษาด้านภาษาอังกฤษที่ Queensland College Of English (QCE) ประเทศออสเตรเลีย เป็นเวลา 6 เดือน